สิงหาคม 2026
สร้างตัวตน แล้วค่อยๆ วางตัวตน
วันนี้
- กำลังทำ
- ทำคอร์สสร้าง AI Automation Pipeline ด้วย Agents และ Skills พร้อมกับค่อยๆ พา Vibecoding Thailand โตขึ้น
- กำลังคิด
- เราจะสร้างตัวตนให้ชัดในโลกการทำงาน พร้อมกับไม่ยึดว่าตัวตนนั้นเป็นเราได้ไหม
- กำลังอ่าน
- คุณคือพลาซีโบ ของ Dr. Joe Dispenza
บันทึก
ช่วงนี้ผมกำลังทำคอร์ส สร้าง AI Automation Pipeline ทุกแบบ ด้วย Agents และ Skills
เป็นคอร์สที่เริ่มจากกลไกของ prompt, context และ cost
แล้วค่อยๆ ต่อขึ้นไปเป็น Skill, Agent, Sub-agent และ pipeline ที่ทำงานหลายขั้นต่อกันได้
สิ่งที่ผมอยากให้คนได้กลับไป ไม่ใช่แค่ pipeline ตามตัวอย่างในคอร์ส
แต่อยากให้เขาเข้าใจวิธีคิดมากพอ จนกลับไปออกแบบระบบของตัวเองได้
ระหว่างที่ทำคอร์สนี้ Vibecoding Thailand ก็กำลังโตขึ้นตามลำดับ
ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ
แต่พอมองย้อนกลับไปจากวันแรก ก็เริ่มเห็นว่า dot หลายจุดกำลังต่อกันเป็นภาพที่ชัดขึ้น
สร้างตัวตน แล้วก็ไร้ตัวตน
สิ่งหนึ่งที่ผมกำลังคิดคือ มันเป็นไปได้ไหมที่เราจะสร้างตัวตน และอยากไร้ตัวตนไปพร้อมกัน
การทำ business ต้องมีตัวตน
คนต้องรู้ว่าเราเป็นใคร
ทำอะไร
เชื่อเรื่องอะไร
และช่วยเขาได้ยังไง
แต่ธรรมะกลับพาไปอีกทางหนึ่ง
อนัตตา
ไม่มีตัวกูของกูให้ยึดไว้
ตอนแรกสองอย่างนี้ดูเหมือนขัดกัน
แต่บางทีสิ่งที่ต้องแยก อาจเป็นตัวตนที่ใช้ทำงาน กับตัวตนที่ใจเอาไว้ยึด
ผมสร้าง brand ได้
ทำให้เสียงของตัวเองชัดขึ้นได้
รับผิดชอบงานที่ทำได้
แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อว่า brand นั้นคือผมทั้งหมด
ไม่ต้องเอายอดคนติดตามมาเป็นคุณค่าของตัวเอง
ไม่ต้องเอาคำชมมาสร้างตัวกู
และไม่ต้องเอาคำวิจารณ์มาทำลายตัวกูอีกก้อนหนึ่ง
ผมยังไม่รู้ว่าจะทำสองอย่างนี้พร้อมกันได้ดีแค่ไหน
แต่ตอนนี้รู้สึกว่า เราอาจสร้างตัวตนให้ชัด เพื่อให้มันทำหน้าที่ของมัน
แล้วค่อยๆ ฝึกวาง ไม่ให้ใจเข้าไปเป็นเจ้าของมันมากเกินไป
อิสระที่มีอยู่แล้ว
อีกเรื่องที่ผมกำลังคิด คือมุมที่เราใช้มองชีวิต
ถ้ามองแต่สิ่งที่ยังทำไม่ได้ ชีวิตจะเหมือนขาดอะไรอยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้าเปลี่ยนมามองสิ่งที่เราทำได้ และเลือกได้ ชีวิตจะเปลี่ยนไปมาก
เมื่อก่อนผมไม่ได้มีทางเลือกเท่าตอนนี้
ไม่ได้เลือกงานได้มากขนาดนี้
ไม่ได้มีเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยน idea ให้เป็นของจริงได้เร็วขนาดนี้
ไม่ได้มีอิสระพอจะสร้างคอร์ส ทำ content อ่านหนังสือ และใช้เวลากับครอบครัวในแบบที่ทำอยู่ตอนนี้
บางทีความสำเร็จในชีวิตอาจไม่ได้มีแค่การได้อะไรเพิ่ม
แต่อยู่ที่เรามีอิสระพอจะเลือกสิ่งที่อยากทำ แล้วมองเห็นอิสระนั้นทันด้วย
ตอนนี้ผมมีอิสระมากกว่าเมื่อก่อนเยอะ
ก็ควรดีใจกับมันสิ
ไม่ใช่รีบใช้มันวิ่งไปหาสิ่งถัดไป จนลืมว่าครั้งหนึ่งเราเคยอยากมีชีวิตแบบที่กำลังมีอยู่ตอนนี้
คุณคือพลาซีโบ
ช่วงนี้ผมกำลังอ่าน คุณคือพลาซีโบ ของ Dr. Joe Dispenza
หนังสือชวนมองว่า ความเชื่อและความคาดหวังไม่ได้อยู่แค่ในความคิด แต่อาจส่งผลต่อสมอง ร่างกาย และวิธีที่เราใช้ชีวิต
ในอีกด้านหนึ่ง ความกลัวและความเชื่อด้านลบก็อาจทำงานแบบ nocebo ได้เหมือนกัน
สิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่การเชื่อว่าเราคิดอย่างเดียวแล้วรักษาได้ทุกอย่าง
แต่คือคำถามว่า ความคิดที่เราทำซ้ำทุกวัน กำลังฝึกร่างกายและชีวิตให้กลายเป็นแบบไหน
หนังสือที่เพิ่งอ่านจบ
วิปัสสนาลัดสั้น
วิปัสสนาลัดสั้น ของท่านพุทธทาสภิกขุ พากลับมาที่ของใกล้ตัวมาก
ลมหายใจ
รูปกับนาม
เบญจขันธ์
และการเห็นสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นแล้วดับไป
คำว่า ลัดสั้น ไม่ได้แปลว่าข้ามการฝึก
แต่น่าจะหมายถึงการกลับมาดูสิ่งที่กำลังเกิดตรงๆ โดยไม่ต้องสร้างเรื่องให้ซับซ้อนเกินไป
Give and Take
Give and Take ของ Adam Grant แบ่งคนออกเป็น giver, taker และ matcher
คนที่ให้ อาจไปอยู่ได้ทั้งข้างบนและข้างล่าง
เพราะการให้อย่างเดียวโดยไม่มีขอบเขต อาจทำให้เราหมดแรงหรือถูกเอาเปรียบ
สิ่งที่ผมหยิบมาใช้คือ ให้ของที่ดีจริง แต่ต้องรู้ด้วยว่าให้ใคร ให้เมื่อไร และดูแลตัวเองยังไงให้ยังให้ต่อได้
The Black Book of MANIFEST
The Black Book of MANIFEST ของคิดมาก The Manifest Master ใช้คำว่า จิตลิขิต แทน Manifest
มันไม่ได้หยุดอยู่แค่การคิดบวกแล้วรอ
แต่เริ่มจากความเชื่อที่มีต่อตัวเอง ตั้งเป้าหมายให้ชัด ขยับชีวิตเข้าไปหาสิ่งที่ต้องการ แล้วเรียนรู้ที่จะยืนหยัดและปล่อยวาง
สิ่งที่ผมหยิบออกมาคือ ความเชื่อว่าเราทำได้สำคัญ
แต่สุดท้ายชีวิตต้องมีการเลือก และลงมือทำจริงด้วย
ช่วงนี้เลยเหมือนมีสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน
ข้างนอกกำลังสร้างคอร์ส สร้าง Vibecoding Thailand และสร้างตัวตนให้ชัดขึ้น
ข้างในกำลังฝึกเห็นว่า ตัวตนทั้งหมดนี้เป็นเพียงสิ่งที่ประกอบขึ้นมา แล้ววันหนึ่งก็เปลี่ยนไป
ทำมันให้ดี
ดีใจกับอิสระที่มี
แต่ไม่ต้องยึดมันไว้จนหนักเกินไป