krishdev

คิด

ครึ่งแรก ครึ่งหลัง และช่วงทดเวลา

ถ้าชีวิตเป็นเกมฟุตบอล เราไม่ได้ลงสนามในนาทีเดียวกัน ลูกเพิ่งได้ยินนกหวีดเริ่มเกม ผมอาจอยู่แถวพักครึ่ง ส่วนพ่อแม่อาจอยู่ในช่วงทดเวลา พอเห็นแบบนี้ วันเกิดหนึ่งครั้งและมื้อข้าวธรรมดาหนึ่งมื้อก็ไม่ธรรมดาเหมือนเดิม

กำลังโตอ่าน 2 นาทีเปิดแล้ว 0 ครั้ง

ช่วงหลังผมฟังเพลงของพี่ตูน bodyslam บ่อยมาก

ไม่ใช่แค่เพราะเพลงเพราะ

แต่เพราะหลายเพลงในอัลบั้มล่าสุดมันไปแตะชีวิตช่วงนี้ของผมพอดี

เรื่องการมีลูก

เรื่องการโตขึ้น

เรื่องพ่อแม่

เรื่องเวลาที่เราเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ได้ยาวไม่รู้จบเหมือนตอนเด็ก

บางเพลงฟังแล้วผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเพลงของศิลปินคนหนึ่งเท่านั้น

แต่เหมือนเป็นเสียงของคนที่กำลังอยู่ในช่วงชีวิตใกล้ๆ กัน

คนที่ไม่ได้เป็นวัยรุ่นแล้ว

ไม่ได้วิ่งอย่างเดียวแล้ว

แต่เริ่มหันกลับมาดูคนข้างหลัง คนข้างๆ และคนที่กำลังโตขึ้นข้างหน้า

เกมที่มีเวลา

ผมเป็นคนดูฟุตบอลบ่อย

เลยคุ้นกับคำว่า ครึ่งแรก ครึ่งหลัง และช่วงทดเวลา มากเป็นพิเศษ

เวลานั่งดูบอล เรารู้เสมอว่าเกมนี้มีกรอบเวลาของมัน

ครึ่งแรก 45 นาที

พักครึ่ง

ครึ่งหลังอีก 45 นาที

แล้วก็ช่วงทดเวลา

แต่ในสนามจริง ความรู้สึกของแต่ละช่วงไม่เหมือนกันเลย

นาทีแรกๆ เกมยังเปิดอยู่มาก

ทุกอย่างยังเป็นไปได้

ยังมีเวลาลอง

ยังมีเวลาพลาด

ยังมีเวลาค่อยๆ ตั้งเกมใหม่

พอเข้าสู่ท้ายครึ่งแรกหรือครึ่งหลัง น้ำหนักของทุกจังหวะเริ่มต่างออกไป

จังหวะที่เคยดูธรรมดา เริ่มมีความหมายขึ้น

บอลเสียครั้งหนึ่งอาจแพงกว่าเดิม

โอกาสยิงหนึ่งครั้งอาจไม่กลับมาอีกแล้ว

พอถึงช่วงทดเวลา ทุกอย่างยิ่งชัด

ไม่มีใครรู้ว่ากรรมการจะเป่านกหวีดเมื่อไหร่

บางทีป้ายบอก 4 นาที แต่ความรู้สึกในสนามเหมือนสั้นมาก

บางที 4 นาทีนั้นยาวพอจะเปลี่ยนทั้งเกม

สนามเดียวกัน แต่แต่ละคนอยู่คนละช่วงเวลาของเกม
สนามเดียวกัน แต่แต่ละคนอยู่คนละช่วงเวลาของเกม

ลูกเพิ่งเริ่มเกม

พอมองชีวิตผ่านภาพนี้ ผมเริ่มเห็นว่าลูกสาวผมยังอยู่ในครึ่งแรกมากๆ

อาจยังไม่ถึงครึ่งแรกด้วยซ้ำ

เหมือนเพิ่งเป่านกหวีดเริ่มเกม

ทุกอย่างยังใหม่สำหรับเขา

คำพูดใหม่

ของเล่นใหม่

รสชาติใหม่

สถานที่ใหม่

คนใหม่

โลกทั้งใบยังเปิดอยู่ตรงหน้า

วันที่ผมรู้สึกว่าเหนื่อยกับการเลี้ยงลูก อาจเป็นแค่วันธรรมดาหนึ่งวันของผู้ใหญ่

แต่สำหรับเขา วันนั้นอาจเป็นครั้งแรกของอะไรบางอย่าง

ครั้งแรกที่เห็นทะเล

ครั้งแรกที่เดินบนทราย

ครั้งแรกที่เรียกคำบางคำได้

ครั้งแรกที่จำหน้าใครบางคนได้

พอคิดแบบนี้ ผมก็อยากระวังตัวเองมากขึ้น

เพราะช่วงต้นเกมของเขา มีเราอยู่ในนั้นด้วย

สิ่งที่เราพูด

อารมณ์ที่เราแสดง

เวลาที่เราให้

มันอาจกลายเป็นบรรยากาศของครึ่งแรกในชีวิตเขา โดยที่เราไม่รู้ตัว

ลูกเพิ่งเริ่มเกม โลกทั้งใบยังเปิดอยู่ตรงหน้า
ลูกเพิ่งเริ่มเกม โลกทั้งใบยังเปิดอยู่ตรงหน้า

ผมอยู่ตรงไหน

ส่วนผมเอง ผมไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหนของเกม

อาจยังอยู่ในครึ่งแรก

อาจอยู่แถวพักครึ่ง

หรือบางมุมก็เริ่มรู้สึกว่า ครึ่งหลังมันไม่ได้ไกลอย่างที่เคยคิด

ตอนเด็ก ผมไม่เคยคิดเรื่องอายุจริงๆ

ชีวิตเหมือนมีเวลาเหลือเยอะมาก

เรียนให้จบก่อน

ทำงานก่อน

เก็บเงินก่อน

ทำสิ่งนี้ก่อน

ค่อยไปหาใครบางคน

ค่อยโทรกลับ

ค่อยพัก

ค่อยใช้เวลากับครอบครัว

คำว่า ค่อยทีหลัง ใช้ง่ายมากตอนเรารู้สึกว่าเวลายังเหลือเยอะ

แต่พอโตขึ้น มีลูก มีพ่อแม่ที่แก่ลง และเริ่มเห็นว่าคนรอบตัวไม่ได้อยู่ในนาทีเดียวกัน คำนี้เริ่มเบาลง

ผมเริ่มรู้สึกว่า หลายอย่างไม่ได้ควรถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ แค่เพราะงานยังไม่เสร็จ

เพราะงานอาจไม่มีวันเสร็จจริง

แต่บางคนอาจไม่ได้รอเราได้นานขนาดนั้น

ช่วงทดเวลาของพ่อแม่

สิ่งที่ผมเห็นชัดขึ้นช่วงหลังคือ พ่อแม่ของเรา หรือปู่ย่าตายายของเรา อาจอยู่ในช่วงทดเวลาแล้ว

คำนี้ไม่ได้แปลว่าต้องเศร้าอย่างเดียว

สำหรับผม มันทำให้ทุกนาทีชัดขึ้น

เหมือนตอนดูบอลช่วงทดเวลา

บอลที่กลิ้งออกข้างสนามหนึ่งครั้งทำให้คนดูทั้งสนามรู้สึกเสียดาย

จังหวะที่ผู้รักษาประตูถือบอลนานไปนิดเดียวก็ทำให้หงุดหงิด

เพราะทุกคนรู้ว่าเวลาเหลือน้อย

ชีวิตก็อาจเป็นแบบนั้น

ตอนเราคิดว่าพ่อแม่ยังอยู่ตรงนั้นเสมอ เราอาจเลื่อนเขาไปข้างหลังได้ง่าย

เดี๋ยวค่อยโทร

เดี๋ยวค่อยไปหา

เดี๋ยวว่างแล้วค่อยกลับบ้าน

เดี๋ยวงานเบาแล้วค่อยพาไปเที่ยว

แต่ถ้าลองตีออกมาเป็นตัวเลข ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปมาก

ถ้าวันเกิดพ่อที่ผมได้อยู่ด้วยกัน อาจเหลืออีก 3 ครั้ง

หรือ 5 ครั้ง

หรือ 10 ครั้ง

ตัวเลขพวกนี้ทำให้คำว่า ยุ่ง ฟังดูเบาลงทันที

ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องทิ้งงานทุกอย่าง

ชีวิตจริงมีภาระ มีเงิน มีระยะทาง มีเงื่อนไขของแต่ละคน

แต่ถ้ามีเวลา

มีกำลัง

มีโอกาส

ผมเริ่มรู้สึกว่าการได้ไปหาเขา ไม่ควรถูกเลื่อนไปง่ายขนาดนั้น

วันเกิดพ่อปีนี้

วันเกิดพ่อปีนี้ ผมเลยบินไปหาท่าน

ไม่ได้มีแผนอะไรใหญ่

ไม่ได้อยู่ด้วยกันยาวมาก

ไม่ได้ทำอะไรพิเศษจนต้องจำไปทั้งชีวิต

แค่ได้ใช้เวลาร่วมกันสักนิด

นั่งอยู่ด้วยกัน

กินข้าวด้วยกัน

เห็นหน้ากัน

ให้พ่อได้เห็นว่าผมยังไปหาได้

ถ้ามองจากข้างนอก มันอาจเป็นทริปธรรมดามาก

แต่สำหรับผม มันมีน้ำหนัก

เพราะผมไม่รู้ว่าภาพแบบนี้จะมีอีกกี่ครั้ง

พ่ออาจยังแข็งแรงไปอีกนาน

อาจมีวันเกิดให้ผมไปหาอีกหลายปี

หรืออาจเหลือน้อยกว่าที่ผมอยากเชื่อ

ไม่มีใครรู้จริงๆ

ตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่าการเห็นเวลาเป็นเรื่องดี

มันไม่ได้ทำให้ชีวิตหม่นลงอย่างเดียว

แต่มันทำให้วันธรรมดามีค่าขึ้น

ทำให้การเจอกันธรรมดามีค่าขึ้น

ทำให้การโทรหากันธรรมดามีค่าขึ้น

ทำให้การนั่งกินข้าวเงียบๆ ด้วยกันมีค่าขึ้น

วันเกิดพ่อที่อาจเหลืออีกไม่กี่ครั้งทำให้เวลาธรรมดามีค่าขึ้น
วันเกิดพ่อที่อาจเหลืออีกไม่กี่ครั้งทำให้เวลาธรรมดามีค่าขึ้น

ตีเวลาเป็นตัวเลข

ผมคิดว่าหลายเรื่องในชีวิตเราไม่ค่อยรู้สึก เพราะมันยังเป็นคำกว้างๆ

พ่อแม่แก่แล้ว

ลูกโตเร็ว

ชีวิตสั้น

เวลามีค่า

คำพวกนี้จริงทั้งหมด

แต่บางทีมันกว้างเกินไปจนใจไม่ขยับ

พอลองตีเป็นตัวเลข มันเริ่มจริงขึ้น

ลูกอาจยอมให้ผมอุ้มแบบนี้อีกกี่ปี

พ่ออาจมีวันเกิดที่ผมไปหาได้อีกกี่ครั้ง

แม่อาจยังเดินทางกับเราได้อีกกี่ทริป

ปู่ย่าตายายอาจยังจำเราได้ชัดอีกนานแค่ไหน

ตัวเลขพวกนี้ไม่มีใครตอบได้แม่น

แต่แค่ลองถาม ใจก็เปลี่ยนแล้ว

มันทำให้ผมกลับมาดูว่า วันนี้ผมกำลังใช้เวลากับอะไร

อะไรที่ผมคิดว่าสำคัญ จริงๆ สำคัญขนาดนั้นไหม

อะไรที่ผมเลื่อนออกไปเรื่อยๆ จริงๆ แล้วอาจไม่ควรถูกเลื่อนอีกแล้ว

เสียงนกหวีด

ในฟุตบอล เราไม่รู้ว่าเกมจะจบจังหวะไหน

บางทีกรรมการเป่าตอนบอลกำลังลอยอยู่กลางสนาม

บางทีเป่าหลังจังหวะบุกครั้งสุดท้าย

บางทีเกมจบแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น

บางทีเกมเปลี่ยนในวินาทีสุดท้าย

ชีวิตคนเราก็คงไม่ต่างกันมาก

ลูกของผมเพิ่งเริ่มเกม

ผมอาจอยู่แถวครึ่งแรกหรือพักครึ่ง

พ่อแม่ของผมอาจอยู่ในช่วงทดเวลา

และคนที่ผมรักแต่ละคนก็อยู่คนละนาทีของเกมตัวเอง

การเห็นแบบนี้ไม่ได้ทำให้ผมอยากรีบใช้ชีวิตแบบตื่นตกใจ

แต่มันทำให้ผมอยากอยู่กับคนตรงหน้าให้ดีขึ้น

ถ้ายังมีแรงไปหา ก็ไป

ถ้ายังมีเวลานั่งด้วยกัน ก็นั่ง

ถ้ายังโทรหาได้ ก็โทร

ถ้ายังบอกรักได้ ก็บอก

ไม่ต้องรอให้เกมใกล้จบจนเกินไป

เพราะบางทีเราไม่ได้รู้หรอกว่า ช่วงที่กำลังอยู่ด้วยกันตอนนี้ เป็นนาทีที่เท่าไหร่ของใครบางคน