krishdev

ทำ

DEV + AI และ Dopamine Loop: ตอนที่ผมหยุด prompt ไม่ได้

ผมเป็น dev มาเป็นสิบปี ยังจำความฟินตอนรัน test ผ่านหรือแก้ logic ยากๆ ได้อยู่ แต่พอ AI ทำให้ความฟินแบบนั้นมาเร็วขึ้นมาก ผมก็เริ่มต้องระวังใจตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน

เมล็ดอ่าน 2 นาที

ผมเป็น dev มาเป็นสิบปีแล้ว

มีหลายภาพที่ยังจำได้ชัด

ตอนนั่ง pair programming กับอีกคน แล้วต่างคนต่างเงียบ เพราะกำลังไล่ logic เดียวกันอยู่

ตอนเขียน function สักตัวที่ติดมาครึ่งวัน แล้วอยู่ดีๆ test ก็ผ่าน

ตอนนั่งปรับ UI แล้วลองกดซ้ำไปซ้ำมา ขยับนิด ลองใหม่อีกที จนมันเริ่มเข้าที่

ตอนหน้าเดิมที่เมื่อกี้ยังใช้งานแล้วติดๆ ขัดๆ พอแก้ไปอีกนิด อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าใช้ง่ายขึ้น

ความฟินแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน dev ที่ผมยังชอบอยู่

มันไม่ได้มาจากผลลัพธ์อย่างเดียว

มันมาจากการนั่งอยู่กับปัญหานานพอ จนเราเริ่มเข้าใจมันจริงๆ

เมื่อก่อนมันช้ากว่านี้

เมื่อก่อน ถ้าอยากแก้ logic ยากๆ สักอัน มันต้องใช้เวลา

ต้องอ่าน code

ต้องลองคิด case

ต้องเขียนเอง

ต้องรันเอง

ต้องเจอ error เอง

บางทีแก้ไปแล้วพังอีกที่หนึ่ง

บางทีเขียน test เพิ่มแล้วพบว่าเราเข้าใจ requirement ผิดตั้งแต่แรก

งาน UI ก็เหมือนกัน

ไม่ได้บอกว่าอยากได้แบบนี้ แล้วมันมาเลย

ต้องลองวางเอง

ขยับ margin เอง

เปลี่ยนสีเอง

ดู animation ซ้ำๆ จนเริ่มรู้ว่ามันเร็วไปหรือช้าไป

ความช้าพวกนี้บางทีก็น่ารำคาญ

แต่พอมองย้อนกลับไป มันทำให้ความฟินมีน้ำหนัก

เพราะก่อนจะได้ผลลัพธ์ เราต้องอยู่กับความไม่รู้ของตัวเองก่อน

ต้องติด

ต้องงง

ต้องรอให้หัวค่อยๆ คลี่มันออก

พอ test ผ่าน หรือ UI ลงตัว มันเลยไม่ใช่แค่ดีใจที่งานเสร็จ

มันเหมือนได้เห็นว่าตัวเองผ่านอะไรบางอย่างมา

ลูปวงใหญ่ จุดน้อย หยุดที่จุดละหลายชั่วโมง จังหวะการลองในยุคก่อน AI
ลูปวงใหญ่ จุดน้อย หยุดที่จุดละหลายชั่วโมง จังหวะการลองในยุคก่อน AI

แล้ว AI ก็ทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น

เดี๋ยวนี้หลายอย่างเริ่มจาก prompt ได้เลย

อยากได้ function ที่รับ input แบบนี้ แล้วคืน output แบบนี้ ก็บอก AI ไป

แป๊บเดียวได้ code

หลายครั้งได้ test มาด้วย

บางครั้งได้ edge case ที่ผมยังไม่ได้คิด

อยากได้ UI ประมาณนี้ layout แบบนี้ animation แบบนี้ ก็บอกมัน

ถ้าอธิบายไม่ถูกก็ส่งรูปให้ดู

ไม่กี่นาทีก็ได้ component ชุดหนึ่งกลับมาให้ลอง

สิ่งที่เคยใช้ครึ่งวัน หรือบางทีใช้ทั้งวัน ตอนนี้บางรอบเหลือ 5 ถึง 10 นาที

ผมไม่ได้มองว่าอันนี้ไม่ดี

ตรงกันข้าม ผมใช้ AI ทุกวัน

ใช้แบบนี้มาน่าจะเกินปีแล้ว

หลายงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ถ้าไม่มี AI ก็คงทำได้ช้ากว่านี้มาก

ช่วงแรกมันสนุกมาก

คิดอะไรได้ก็ลองได้เลย

เหมือนมีคนช่วยนั่งข้างๆ อยู่ตลอดเวลา

แต่พอความเร็วเข้ามาอยู่ในงานทุกวัน ผมเริ่มเห็นตัวเองอีกแบบหนึ่ง

ไม่ใช่ปัญหาใน code

แต่เป็นอาการในใจ

ลูปวงเดิม จุดถี่ ศูนย์กลางมีรัศมีหลายชั้น จังหวะที่ใจถูกดึงเข้ารอบใหม่ทุกไม่กี่วินาที
ลูปวงเดิม จุดถี่ ศูนย์กลางมีรัศมีหลายชั้น จังหวะที่ใจถูกดึงเข้ารอบใหม่ทุกไม่กี่วินาที

ลูปความฟิน

ผมเรียกมันในหัวว่า ลูปความฟิน

หรือถ้าพูดด้วยภาษาที่คนใช้ AI ชอบพูดกัน ก็คงเป็น dopamine loop

prompt หนึ่งเข้าไป

ผลลัพธ์หนึ่งกลับมา

ถ้าดี ใจก็อยากต่อ

ถ้ายังไม่ดี ใจก็อยากแก้

ขออีก prompt หนึ่ง

ให้มัน refactor นิดหนึ่ง

ให้มันแตก component หน่อย

ให้มันเขียน test เพิ่ม

ให้มันลองอีกแบบ

ให้มันทำ animation ให้เนียนขึ้น

จริงๆ งานอาจจะพอแล้ว

แต่ใจยังอยากเห็นรอบถัดไป

เพราะรอบถัดไปมาเร็วมาก

เร็วพอที่เราจะไม่รู้สึกว่ากำลังเสียเวลา

เร็วพอที่เราจะบอกตัวเองว่า อีกนิดเดียว

แล้วอีกนิดเดียวก็กลายเป็นอีกหลายรอบ

เมื่อก่อนงาน dev ก็มีลูปแบบนี้เหมือนกัน

แต่ความช้าของการเขียนเองเป็นเหมือนกำแพงเล็กๆ

มันบังคับให้เราหยุดคิดระหว่างทาง

บังคับให้เราอยู่กับปัญหานานขึ้น

บังคับให้เราเลือกว่าจะลองอะไรต่อ เพราะลองแต่ละครั้งมีต้นทุน

ตอนนี้ต้นทุนของการลองต่ำลงมาก

บางทีต่ำจนผม prompt ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ถามตัวเองแล้วว่า ควรทำต่อจริงไหม

เขียน code น้อยลง แต่หัวหนักขึ้น

ช่วงหลังผมเขียน code ด้วยมือตัวเองน้อยลงจริง

บางวันแทบไม่ได้เริ่มจากการพิมพ์ code แล้ว

เริ่มจากการคิดว่าจะให้ AI ทำอะไร

จะให้มันแก้ตรงไหน

จะให้มันลองกี่ทาง

จะให้มันแยกงานยังไง

จะเชื่อมันแค่ไหน

จะ review output ยังไง

จะเอาของที่มันทำมาวางต่อกับระบบเดิมตรงไหน

มืออาจทำงานน้อยลง

แต่หัวไม่ได้เบาลงเลย

บางทีหนักกว่าเดิมหลายเท่า

เพราะพอ AI ทำได้เร็ว ไอเดียในหัวก็เกิดเร็วตาม

feature นี้ยังไม่ทันนิ่ง อีก feature ก็โผล่มา

prompt นี้ยังไม่ทันกลับมา อีก prompt ก็รออยู่ในหัวแล้ว

เปิดหลาย session พร้อมกัน ยิ่งเหมือนมีงานหลายก้อนเรียกชื่อเราอยู่ตลอดเวลา

code รอ review

article รออ่าน

prompt รอตอบ

ไอเดียรอทดลอง

ทั้งหมดนี้อาจไม่ได้ใช้แรงพิมพ์เยอะเหมือนเมื่อก่อน

แต่ใช้แรงตัดสินใจเยอะมาก

กลัวตัวเองช้ากับของช้าไม่ได้

สิ่งที่ผมเริ่มระวัง ไม่ใช่แค่ว่า AI จะเขียน code แทนผมได้มากขึ้นแค่ไหน

ผมระวังว่าใจตัวเองจะเริ่มอยู่กับของช้าไม่ได้

อ่าน code ยาวๆ แล้วรำคาญ

อ่านหนังสือยาวๆ แล้วอยากได้สรุป

ทำงานที่ไม่มีผลลัพธ์ใน 10 นาทีแล้วเริ่มเบื่อ

คุยกับคนตรงหน้าแล้วใจยังแอบคิดถึง prompt ที่รออยู่

ของแบบนี้น่ากลัวกว่าเขียน code น้อยลงอีก

เพราะชีวิตหลายส่วนไม่ได้เร็วตาม AI

ความสัมพันธ์ไม่ตอบกลับใน 5 นาที

สุขภาพไม่ดีขึ้นเพราะ prompt หนึ่งอัน

การเลี้ยงลูกไม่มีปุ่ม regenerate

ความเข้าใจบางเรื่องต้องใช้เวลาอยู่กับมันจริงๆ

ถ้าใจผมคุ้นกับรางวัลที่มาเร็วเกินไป ผมอาจค่อยๆ หมดความอดทนกับสิ่งที่ต้องใช้เวลา

แล้วหลายอย่างที่ต้องใช้เวลา ก็สำคัญกว่างานในจอมาก

เบรกออกมาจากลูป

ผมยังใช้ AI ทุกวัน

และก็คงใช้ต่อไป

แต่ช่วงหลังผมเริ่มพยายามจับจังหวะตัวเองให้ทัน

ถ้าเริ่ม prompt รัวๆ ทั้งที่งานหลักเริ่มพอแล้ว นั่นเป็นสัญญาณหนึ่ง

ถ้าเริ่มเปิด session ใหม่ เพราะอยากเห็นอะไรเพิ่ม ทั้งที่ยังไม่ได้ review ของเก่า นั่นก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่ง

ถ้าเริ่มรู้สึกว่าแค่รอ AI ตอบไม่กี่วินาทีก็หงุดหงิด แปลว่าใจเริ่มเร็วเกินไปแล้ว

สิ่งที่ช่วยผมได้จริงๆ ไม่ได้ซับซ้อน

ลุกจากโต๊ะ

พัก 5 ถึง 10 นาที

เดินออกไปข้างนอก

กินข้าวโดยไม่เปิดอะไรค้างไว้ในหัว

อยู่กับภรรยา

อยู่กับลูก

ทำอะไรที่ไม่มี output ให้ดูทันที

ให้ร่างกายกลับมาอยู่ในโลกจริงสักพัก

ไม่ใช่เพื่อหนีงาน

แต่เพื่อไม่ให้จังหวะของงานลากจังหวะชีวิตไปหมด

ให้ AI เร็ว ส่วนใจค่อยๆ ช้า

ผมไม่อยากกลับไปเป็น dev แบบเมื่อก่อนทั้งหมด

โลกนั้นผ่านไปแล้ว

AI อยู่ตรงนี้แล้ว และมันทำให้ผมทำงานบางอย่างได้ดีขึ้นจริง

แต่ผมก็ไม่อยากเสียความสามารถในการนั่งอยู่กับปัญหานานๆ

ไม่อยากเสียความนิ่งที่เคยได้จากการอ่าน code เอง คิดเอง พังเอง แล้วค่อยๆ เข้าใจ

ไม่อยากให้ความฟินที่มาเร็ว ทำให้ผมหมดแรงกับของที่ต้องรอนาน

บางทีทักษะที่ต้องฝึกในยุคนี้ อาจไม่ใช่แค่ prompt ให้เก่งขึ้น

แต่อาจเป็นการหยุด prompt ให้เป็นด้วย

รู้ว่าเมื่อไรควรต่อ

รู้ว่าเมื่อไรควรพอ

รู้ว่าเมื่อไรควรปิดจอ แล้วกลับมาอยู่กับคนตรงหน้า

AI เร็วได้

แต่ใจผมไม่จำเป็นต้องเร็วตามมันตลอดเวลา