krishdev

คิด

ตอนที่ยังมีแรง

ช่วงหลังผมชวนภรรยาออกไปข้างนอกบ่อยขึ้น เพราะการออกจากบ้านตัดผมออกจากจอและงานได้ดีที่สุด และเพราะผมเริ่มเห็นว่า ช่วงที่ร่างกายกับใจยังไหว ไม่ได้อยู่กับเราตลอด

เมล็ดอ่าน 1 นาที

ช่วงหลังผมชวนภรรยาออกไปข้างนอกบ่อยขึ้น

บางวันออกไปหาอะไรกิน

บางวันไปนั่งเล่นในสวนสาธารณะ

บางวันพาลูกไปเดินห้าง

ตอนแรกเหมือนเป็นเรื่องธรรมดามาก แค่ออกจากบ้าน

แต่พอมองดีๆ ผมเริ่มเห็นว่า การออกจากบ้านเป็นวิธีหนึ่งที่ตัดผมออกจากงานได้ดีที่สุด

คนเดี่ยวยืนใต้แสงดาว มีคนที่รักเป็นจุดอยู่รายรอบ ในวันที่แรงยังเต็ม
คนเดี่ยวยืนใต้แสงดาว มีคนที่รักเป็นจุดอยู่รายรอบ ในวันที่แรงยังเต็ม

ถ้าอยู่บ้าน ผมจะกลับไปที่จอ

บ้านของผมมีคอม มีจอ มีงานที่เปิดค้างไว้

ทุกวันนี้งานไม่ได้อยู่ใน browser tab แค่สองสามอันแล้ว

มันมีจอคอม 6 จอ

มี AI prompt 7 ถึง 8 อันที่รอผมตอบ

มี code ที่รอ review

มี article ที่รออ่าน

มี session ที่เหมือนกำลังเรียกผมกลับไปดูอยู่ตลอดเวลา

ถ้าผมยังอยู่ในบ้าน ต่อให้ตั้งใจว่าจะพัก สุดท้ายมันก็วนกลับไปที่จอได้ง่ายมาก

เปิดดูนิดเดียว

ตอบ prompt เดียว

review code แค่นิดหนึ่ง

แล้วเวลาที่บอกว่าจะพัก ก็หายไปกับงานอีกครั้ง

การออกจากบ้านเลยกลายเป็นเส้นแบ่งที่ชัดที่สุด

อยู่หน้าคอมคือทำงานได้

ไม่อยู่หน้าคอมคือทำงานไม่ได้

กฎข้อหนึ่งของผม

ผมมีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่พยายามรักษาไว้

ผมจะไม่ต่อ remote prompt เข้ามือถือ

ถ้าเป็น Claude ผมก็ไม่ต่อ dispatch เข้ามือถือ

ไม่ทำให้มือถือกลายเป็น terminal อีกเครื่องหนึ่ง

เพราะถ้าทำแบบนั้น ต่อให้ออกจากบ้าน ผมก็ยังไม่ออกจากงานจริงๆ

มือยังเปิด prompt ได้

ใจยังรอผลลัพธ์อยู่

ลูกเดินอยู่ข้างหน้า ภรรยานั่งอยู่ข้างๆ แต่ใจผมอาจยังอยู่กับ code ที่รอ review

ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

การไม่ต่อมือถือเข้ากับงานพวกนี้ ทำให้ข้างนอกยังเป็นข้างนอกอยู่

ถ้าไม่อยู่หน้าคอม ผมก็ทำงานไม่ได้

ฟังดูเป็นข้อจำกัด แต่สำหรับผมมันเป็นพื้นที่ว่าง

คนคนเดียวกันในสามช่วงเวลา ปกติ ทุกข์ และหมด เรียงในแนวยาว
คนคนเดียวกันในสามช่วงเวลา ปกติ ทุกข์ และหมด เรียงในแนวยาว

วงรอบของชีวิต

อีกเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น คือช่วงหลังผมเริ่มเห็นชีวิตตัวเองเป็นวงรอบ

มีช่วงที่ปกติ

ร่างกายยังมีแรง

ใจยังมีแรง

อยากทำงาน อยากพาคนที่รักออกไปข้างนอก อยากใช้ชีวิต

แล้วก็มีช่วงที่ร่างกายตก

ป่วย

เหนื่อย

เจ็บตรงนั้นตรงนี้

ทำอะไรไม่ได้เท่าเดิม

มีช่วงที่ใจตก

เครียด

จิตตก

แรงข้างในหาย

บางอย่างที่เคยทำง่าย กลายเป็นเรื่องหนัก

และมีอีกช่วงหนึ่งที่ผมยังไม่เคยเจอ

ช่วงที่เวลาหมด

ก็คือตาย

ผมไม่รู้ว่าตายเป็นยังไง

แต่ในมุมของชีวิตนี้ มันคือจุดที่ทุกอย่างหยุดลง

จบ

หมด

ว่าง

เราไม่ได้ไปนั่งแก้งานต่อ

ไม่ได้ตอบ prompt ต่อ

ไม่ได้ review code ต่อ

ไม่ได้วางแผนว่าจะพาลูกไปไหนวันเสาร์หน้า

เรากลายเป็นความทรงจำของคนอื่น

ตอนที่ยังปกติ

ช่วงที่เราปกติดี มันดีมาก

แต่ปัญหาคือเราไม่รู้เลยว่ามันจะเปลี่ยนเมื่อไร

พรุ่งนี้ตื่นมา ร่างกายอาจไม่เหมือนวันนี้

ใจอาจไม่เหมือนวันนี้

ชีวิตอาจมีเรื่องบางอย่างเข้ามา แล้วทำให้แรงกายหรือแรงใจหายไปเฉยๆ

เพราะแบบนี้ ช่วงที่ยังโอเคจึงมีค่ามาก

ถ้าตอนนี้ผมยังมีแรงพอ

ถ้าวันนี้ยังมีเวลาพอ

ถ้าภาระหน้าที่ยังเปิดช่องให้ทำได้

ผมก็อยากใช้มันทำสิ่งที่ผมรัก กับคนที่ผมรัก

พาภรรยาออกไปกินอะไรสักอย่าง

พาลูกไปเดินเล่น

นั่งในสวนแล้วไม่ต้องรีบกลับไปตอบอะไร

เจอพ่อแม่

คุยกับพี่

อยู่กับคนตรงหน้าให้มากพอ

ไม่ใช่เพราะชีวิตต้องโรแมนติกตลอดเวลา

แต่เพราะผมไม่อยากให้วันหนึ่งต้องนั่งคิดว่า ตอนนั้นเวลาก็มี แรงก็มี คนที่รักก็ยังอยู่ตรงนั้น แล้วผมมัวทำอะไรอยู่

อยู่กับปัจจุบัน

สุดท้ายมันกลับมาที่เรื่องเดิม

อยู่กับปัจจุบัน

แต่คำนี้สำหรับผมไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องรับผิดชอบ หรือใช้ชีวิตตามใจทุกอย่าง

มันแปลว่า ถ้าตอนนี้สิ่งหนึ่งยังอยู่ตรงหน้า และผมยังมีแรงพอจะอยู่กับมัน ผมอยากเห็นค่ามันให้ทัน

งานก็มีเวลาของงาน

จอก็มีเวลาของจอ

AI prompt ก็รอได้ในบางช่วง

แต่ลูกโตขึ้นทุกวัน

ภรรยาอยู่ข้างๆ ผมในวันนี้

พ่อแม่แก่ลง

พี่ก็เดินทางในชีวิตของเขา

เพื่อนบางคนอาจไม่ได้อยู่ในชีวิตเราตลอดไป

และผมเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีแรงแบบนี้ไปถึงเมื่อไร

ก่อนที่ผมจะดับไป ถ้ายังมีเวลา ผมอยากเป็นความทรงจำดีๆ ให้กับคนที่ผมรัก

ภรรยา

ลูก

พ่อ

แม่

พี่

เพื่อน

และเพื่อนร่วมโลกบางคนที่บังเอิญเดินผ่านกันในช่วงชีวิตนี้