krishdev

คิด

ขวดนมที่น้อยลง

ทุกเช้าผมล้างขวดนมมาเกิน 20 เดือนแล้ว วันนี้ขณะที่ล้างอยู่ ผมเพิ่งเห็นว่าของที่ต้องล้างน้อยลงมาก และความน้อยลงนั้นทำให้ใจหายกว่าที่คิด

กำลังโตอ่าน 1 นาทีเปิดแล้ว 0 ครั้ง

ลูกสาวผม 1 ขวบ 8 เดือนแล้ว

แปลว่าทุกเช้า ผมตื่นมาล้างขวดนมมาเกิน 20 เดือนแล้ว

วันนี้ตอนยืนล้างอยู่ ผมเพิ่งสังเกตว่า ของที่ต้องล้างมันน้อยลงมาก

เมื่อก่อนเต็มอ่าง

มีชุดปั๊มนมของภรรยา

มีจุกหลอก

มีขวดนมหลายขวด เพราะลูกกินนมวันหนึ่งหลายรอบ

มีชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ต้องถอด ต้องแยก ต้องล้าง ต้องนึ่ง

แต่ตอนนี้เหลือแค่ขวดนม 3 ขวด

มันควรจะเป็นเรื่องดี

งานน้อยลง

ใช้เวลาน้อยลง

ชีวิตง่ายขึ้น

แต่พอยืนมองขวดนม 3 ขวดในอ่าง ผมกลับรู้สึกใจหายนิดหนึ่ง

ขวดนมสามขวดในอ่างที่เคยเต็มไปด้วยของล้าง
ขวดนมสามขวดในอ่างที่เคยเต็มไปด้วยของล้าง

ตอนที่ยังเยอะ

การล้างขวดนมสำหรับผมมีหลายช่วงมาก

ช่วงแรกๆ ผมหงุดหงิดบ่อย

ล้างไปก็รู้สึกว่าทำไมมันเยอะขนาดนี้

ทำไมต้องใช้ของเยอะขนาดนี้

ทำไมล้างเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที

บางครั้งผมหงุดหงิดจนหันไปโวยภรรยา

ทั้งที่จริงๆ แล้วภรรยาก็เหนื่อยมากเหมือนกัน

เขาเป็นคนปั๊มนม

เป็นคนให้นม

เป็นคนดูแลลูกทั้งวันทั้งคืน

แต่ผมกลับไปติดอยู่กับความเหนื่อยของตัวเองตรงอ่างล้างจาน

พอมองย้อนกลับไป ผมรู้สึกผิดกับช่วงนั้นเหมือนกัน

ไม่ใช่เพราะการล้างขวดนมมันไม่เหนื่อย

มันเหนื่อยจริง

แต่มันไม่ใช่ความเหนื่อยของผมคนเดียว

แค่ทำมันไป

หลังจากนั้นผมค่อยๆ เข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง

ช่วงที่ไม่ได้คิดอะไรมากแล้ว

ตื่นมา

หยิบขวด

ถอดจุก

ล้าง

นึ่ง

เก็บ

ทำซ้ำ

ทุกวัน

มันกลายเป็นหน้าที่หนึ่งของเช้า

ไม่ได้โรแมนติก

ไม่ได้ลึกซึ้ง

ไม่ได้ต้องมีความหมายทุกครั้ง

แค่เป็นของที่ต้องทำ

พอคิดแบบนั้นได้ ใจมันเบาลง

ไม่ต้องถามทุกวันว่าทำไมต้องเป็นเรา

ไม่ต้องนับว่าล้างมากี่รอบแล้ว

ไม่ต้องทำให้เรื่องธรรมดากลายเป็นเรื่องใหญ่

แค่ทำมันไป

แล้วมันก็กลายเป็นสมาธิ

แปลกดีที่พอทำมานานพอ การล้างขวดนมเริ่มเปลี่ยนอีกครั้ง

จากความหงุดหงิด

กลายเป็นหน้าที่

แล้วค่อยๆ กลายเป็นความเพลิน

น้ำไหลผ่านมือ

ฟองสบู่อยู่บนขวด

แปรงหมุนอยู่ข้างใน

ของแต่ละชิ้นถูกล้างทีละชิ้น

บางเช้ามันเหมือนเป็นเวลาสั้นๆ ที่ผมได้อยู่กับอะไรตรงหน้า

ไม่ต้องตอบ prompt

ไม่ต้องดูจอ

ไม่ต้องคิดเรื่องงาน

แค่ยืนล้างขวดนมของลูก

งานเดิมที่เมื่อก่อนผมเคยรำคาญ

วันนี้กลับกลายเป็นจังหวะหนึ่งที่ทำให้ใจนิ่งลง

จากความหงุดหงิด กลายเป็นหน้าที่ แล้วค่อยๆ กลายเป็นสมาธิ
จากความหงุดหงิด กลายเป็นหน้าที่ แล้วค่อยๆ กลายเป็นสมาธิ

ลูกโตขึ้นโดยไม่รอเรา

แต่วันนี้สิ่งที่กระทบผมไม่ใช่ความเพลิน

เป็นจำนวนขวดที่น้อยลง

ลูกผมโตขึ้นเร็วมาก

ผมยังจำวันแรกที่พาเขากลับบ้านได้อยู่เลย

ตัวเล็กมาก

กินนมเสร็จต้องจับเรอทุกครั้ง

ต้องลูบหลัง

ต้องอุ้มอย่างระวัง

ต้องคอยดูว่าเขาหายใจดีไหม

ต้องตื่นกับเสียงเล็กๆ ตอนกลางคืน

หลายอย่างตอนนั้นดูเหมือนจะอยู่กับเราไปอีกนาน

แต่ตอนนี้บางอย่างหายไปแล้ว

เราไม่ต้องจับเรอทุกครั้งเหมือนเดิม

ไม่ต้องล้างของเยอะเท่าเดิม

ไม่ต้องทำบางอย่างที่เคยเป็นทั้งวันทั้งคืนของเราแล้ว

มันไม่ได้หายไปแบบมีเสียง

มันค่อยๆ หายไปเงียบๆ

จนวันหนึ่งเรายืนอยู่หน้าอ่างล้างจาน แล้วเพิ่งรู้ว่า ชีวิตช่วงนั้นผ่านไปแล้ว

ครั้งสุดท้าย

บางทีผมก็คิดว่า ลูกจะร้องให้ผมอุ้มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ตอนนี้เขายังอยากให้ผมอุ้ม

ยังเดินมาหา

ยังเรียก

ยังต้องการเราในแบบที่เด็กเล็กต้องการพ่อแม่

แต่วันหนึ่งมันจะเปลี่ยนไป

เขาจะเดินเองมากขึ้น

เล่นเองมากขึ้น

มีโลกของตัวเองมากขึ้น

แล้วสุดท้ายวันหนึ่ง เขาก็จะออกจากบ้านไปตามทางของเขา

เหมือนที่เราทุกคนเคยออกจากบ้านของพ่อแม่มา

พอมองไปที่ลูก

มองมาที่ตัวเอง

มองไปที่ภรรยา

มองไปที่พ่อแม่ของผมที่ก็กำลังแก่ลง

มันมีความเคว้งบางอย่างอยู่ในนั้น

ทุกคนกำลังเดินทาง

ไม่มีใครหยุดอยู่ที่เดิมเลย

ลูกเดินออกไปตามทางของเขา ขณะที่พ่อแม่และปู่ย่าตายายค่อยๆ แก่ลง
ลูกเดินออกไปตามทางของเขา ขณะที่พ่อแม่และปู่ย่าตายายค่อยๆ แก่ลง

ไม่มีอะไรเหมือนเดิม

ผมคิดว่านี่แหละคือสัจธรรมที่ไม่ได้อยู่ในหนังสืออย่างเดียว

มันอยู่ในขวดนมที่น้อยลง

อยู่ในวันที่เราไม่ต้องลูบหลังจับเรอให้ลูกเหมือนเดิมแล้ว

อยู่ในหน้าของพ่อแม่ที่แก่ลง

อยู่ในตัวเราที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

เกิดมา

เป็นเด็ก

โตขึ้น

เปลี่ยนไป

แก่ลง

แล้ววันหนึ่งก็จากไป

ไม่มีอะไรอยู่คงทน

ไม่มีอะไรเหมือนเดิมตลอด

บางทีการเห็นขวดนม 3 ขวดในอ่างตอนเช้า ก็พอจะทำให้ผมจำเรื่องนี้ได้ชัดขึ้น

ว่าเวลาที่อยู่ตรงหน้าเรา

ถึงจะซ้ำ

ถึงจะเหนื่อย

ถึงจะดูธรรมดา

แต่มันไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด

วันหนึ่ง แม้แต่งานที่เราเคยบ่นว่าทำไมต้องทำทุกวัน

เราก็อาจคิดถึงมันขึ้นมาได้เหมือนกัน