krishdev

คิด

Productivity ที่มองไม่เห็น

ผมเคยเข้าใจว่า productivity คือสิ่งที่ผลิตออกมาให้เห็น จนวันที่งานของผมเปลี่ยนจากการเขียน code ไปเป็นการช่วยให้ทีมเดินต่อ และเริ่มสงสัยว่า การพัก การอ่านหนังสือ หรือการอยู่กับลูก นับเป็น productivity ได้ไหม

กำลังโตอ่าน 2 นาที

ผมเคยเข้าใจว่า productivity คือสิ่งที่มองเห็นได้

ตอนเป็น developer ผมรู้สึกว่าตัวเอง productive มาก

วันหนึ่งแก้ได้หลาย ticket

implement feature ใหม่

เปิด codebase แล้วเห็น code ของตัวเองอยู่เต็มไปหมด

มันจับต้องได้มาก

มี commit

มี pull request

มี feature ที่ merge เข้าไป

มี bug ที่ปิดไป

มี line of code ที่บอกได้ว่าวันนี้ผมทำอะไรบางอย่างจริงๆ

ตอนนั้นผมเข้าใจว่า นั่นแหละคือ productivity

เราทำงาน

เรา produce อะไรบางอย่างออกมา

แล้วโลกขยับไปข้างหน้านิดหนึ่ง

วันที่งานเปลี่ยนรูป

พอตำแหน่งสูงขึ้น หน้าที่ของผมเริ่มเปลี่ยนไป

ผมไม่ได้อยู่กับ code ทั้งวันเหมือนเดิม

ผมเริ่มอยู่ในห้องประชุมมากขึ้น

คุย requirement มากขึ้น

คอย support คนในทีมมากขึ้น

มีคน call มาถาม

มีคนให้ช่วย review

มีคนติดปัญหาแล้วอยากให้ผมช่วยดู

บางวันผ่านไปโดยแทบไม่มี code ของผมเพิ่มขึ้นเลย

ไม่มี ticket ที่ผมปิดเอง

ไม่มี feature ที่ผม implement เอง

ไม่มี output ที่ผมชี้แล้วพูดได้ว่า อันนี้ผมทำ

ช่วงนั้นผม down มาก

ผมรู้สึกเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย

เหมือนตัวเองไม่มีประโยชน์เท่าตอนเป็น developer ที่นั่งเขียน code ทั้งวัน

แปลกดีที่งานของผมอาจจะสำคัญขึ้น แต่ความรู้สึกข้างในกลับเหมือนตัวเองมีค่าน้อยลง

คำถามใน 1 on 1

วันหนึ่งตอน 1 on 1 ผมได้คุยเรื่องนี้กับหัวหน้า

ผมบอกเขาว่า ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ productive

หัวหน้าถามกลับมาคำหนึ่ง

แล้ว productivity คืออะไรเหรอ

คำถามนั้นทำให้ผมหยุดไปนาน

เพราะผมไม่เคยถามตัวเองจริงๆ ว่า productivity คืออะไร

ผมแค่รับคำตอบบางอย่างมาโดยไม่รู้ตัว

productive คือทำงานเยอะ

ปิด ticket เยอะ

เขียน code เยอะ

มี output เยอะ

มีของออกมาให้คนเห็น

คำตอบนั้นอาจจะถูก

แต่ถูกในมุมที่แคบมาก

ถ้าผมไม่ได้เขียน code เอง แต่ผมช่วยให้คนในทีม unblock ได้ นั่นนับว่า productive ไหม

ถ้าผมเข้า meeting เพื่อทำ requirement ที่คลุมเครือให้ชัดขึ้น แล้วเอากลับไปส่งต่อให้ทีมทำงานง่ายขึ้น นั่นนับว่า productive ไหม

ถ้าผมไม่ได้แก้ bug เอง แต่ช่วยถามคำถามที่ทำให้อีกคนเจอต้นเหตุของ bug ได้เร็วขึ้น นั่นนับว่า productive ไหม

ถ้าผมไม่ได้เป็นคน push product ไปข้างหน้าด้วยมือของตัวเอง แต่ผมช่วยให้ทีมทั้งทีมเดินต่อได้ นั่นนับว่า productive ไหม

ผมเริ่มเห็นว่า productivity อาจไม่ได้มีแค่ output ที่ออกจากมือเราโดยตรง

บางอย่างที่เราทำ ไม่ได้กลายเป็น code ของเรา

แต่มันกลายเป็นความชัดของทีม

กลายเป็นความเร็วของคนอื่น

กลายเป็นความมั่นใจของคนที่ติดปัญหา

กลายเป็น product ที่เสร็จ เพราะหลายคนเดินต่อได้

มันไม่มีชื่อเราแปะอยู่ตรงนั้น

แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้ทำอะไร

สิ่งที่วัดง่าย

ผมคิดว่าปัญหาหนึ่งของคำว่า productivity คือเรามักผูกมันไว้กับสิ่งที่วัดง่าย

เงิน

จำนวนงาน

จำนวน ticket

จำนวน feature

จำนวน line of code

จำนวนชั่วโมงที่นั่งหน้าจอ

สิ่งพวกนี้วัดง่าย เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันจริงกว่าอย่างอื่น

แต่ชีวิตหลายส่วนไม่ได้ทำงานแบบนั้น

การคุยกับใครสักคนให้เขาเบาลง วัดยาก

การทำให้ทีมไม่หลงทาง วัดยาก

การพักก่อนที่ร่างกายจะพัง วัดยาก

การอ่านหนังสือแล้วค่อยๆ เปลี่ยนวิธีคิด วัดยาก

การอยู่กับลูกให้เขามีความทรงจำที่ดี วัดยาก

พอมันวัดยาก เราเลยเผลอคิดว่ามันไม่ productive

ด้านหนึ่งคือ productivity ที่วัดได้ อีกด้านคือสิ่งที่วัดยาก แต่ยังพยุงชีวิตอยู่
ด้านหนึ่งคือ productivity ที่วัดได้ อีกด้านคือสิ่งที่วัดยาก แต่ยังพยุงชีวิตอยู่

ทั้งที่บางอย่างอาจสำคัญกว่างานที่วัดง่ายมาก

Four Thousand Weeks

พอผมได้อ่าน Four Thousand Weeks คำถามนี้กลับมาชัดขึ้นอีก

ถ้าชีวิตเรามีเวลาจำกัดมากขนาดนั้น

เราแน่ใจแค่ไหนว่า productivity แปลว่าต้องทำงานให้ได้มากที่สุด

ถ้าวันหนึ่งผมไม่ทำงานเลย

ผมนอนให้เต็มอิ่ม

ร่างกายได้พัก

ใจได้กลับมาอยู่กับตัวเอง

วันนั้นผมไม่ productive จริงๆ เหรอ

ถ้าผมใช้เวลาหลายชั่วโมงอ่านหนังสือ

ไม่ได้ได้เงินเพิ่ม

ไม่ได้มีงานส่ง

ไม่ได้มี product ใหม่ออกมา

แต่หนังสือเล่มนั้นทำให้ mindset ผมดีขึ้น

ทำให้ผมใจเย็นขึ้น

ทำให้ผมตัดสินคนอื่นน้อยลง

ทำให้ผมเห็นตัวเองชัดขึ้น

นั่นไม่ใช่ productivity เลยเหรอ

หรือช่วงนี้ที่ผมใช้เวลากับลูกสาวมากขึ้น

ผมอาจไม่ได้ produce อะไรในความหมายของบริษัท

ไม่ได้เพิ่มรายได้

ไม่ได้ทำ feature

ไม่ได้สร้าง business asset อะไรที่วัดได้ทันที

แต่ลูกสาวผมได้พ่อที่อยู่ตรงนั้น

ได้เวลา

ได้ความทรงจำ

ได้ความรู้สึกว่าเขาสำคัญกับใครบางคน

เวลาที่ไม่ได้กลายเป็นงาน แต่อยู่ในรูปของการพัก หนังสือ และความทรงจำกับลูก
เวลาที่ไม่ได้กลายเป็นงาน แต่อยู่ในรูปของการพัก หนังสือ และความทรงจำกับลูก

แล้วผมเองก็ได้เห็นชีวิตอีกแบบหนึ่ง

ชีวิตที่ไม่ได้มีค่าเพราะมันผลิตอะไรออกมา

แต่มีค่าเพราะมันถูกใช้ไปกับสิ่งที่ควรค่าแก่การอยู่ด้วย

ถ้าแบบนี้ไม่ productive

ผมก็เริ่มสงสัยว่า เรากำลังใช้คำว่า productive เพื่อรับใช้ใครอยู่

กรอบที่เราถูกฝึกมา

ผมเริ่มสงสัยว่าเราอาจถูกฝึกให้อยู่ในกรอบบางแบบ

กรอบที่บอกว่า productivity ต้องวัดได้ ต้องนับได้ และต้องกลายเป็น output ออกมา

โรงเรียนสอนให้เรามีคะแนน

บริษัทสอนให้เรามี output

ระบบเศรษฐกิจสอนให้เรามีรายได้

โลกการทำงานสอนให้เราพิสูจน์ตัวเองด้วยสิ่งที่วัดได้

ทำไปนานๆ เราเลยเริ่มมองตัวเองผ่านตัวเลข

วันนี้ทำได้กี่อย่าง

วันนี้ได้เงินเท่าไหร่

วันนี้ปิดงานไปกี่ชิ้น

วันนี้ใช้เวลาได้คุ้มไหม

แต่ชีวิตคนไม่ได้มีแค่มิติของการผลิต

บางวันเราไม่ได้ต้องการ output

เราต้องการการฟื้นตัว

บางช่วงเราไม่ได้ต้องการทำให้มากขึ้น

เราต้องการเห็นให้ชัดขึ้น

บางเวลาเราไม่ได้ต้องการเร่ง

เราต้องการอยู่ตรงนั้นให้นานพอ

อาจมี productivity แบบหนึ่งที่โลกมองเห็น

และอีกแบบหนึ่งที่มองไม่เห็น

แบบแรกออกมาเป็นงาน

แบบหลังออกมาเป็นชีวิตที่ไม่พัง

ชีวิตที่ไม่พัง

ตอนนี้ผมยังไม่ได้มีคำตอบชัดว่า productivity คืออะไร

แต่ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ามันควรถูกผูกไว้กับ output อย่างเดียว

บางที productive อาจไม่ใช่การทำให้มากที่สุด

แต่อาจเป็นการใช้พลังงานในทิศทางที่ควรใช้

บางวันทิศทางนั้นคือการเขียน code

บางวันคือการช่วยทีม

บางวันคือการประชุมให้เรื่องที่สับสนชัดขึ้น

บางวันคือการอ่านหนังสือ

บางวันคือการนอน

บางวันคือการอยู่กับลูก

บางวันคือการไม่ทำอะไรเลย เพื่อให้ใจกลับมาปกติ

ถ้าสิ่งที่เราทำช่วยให้ชีวิตเดินไปในทางที่ดีขึ้น

ช่วยให้คนรอบตัวไปต่อได้

ช่วยให้เราเบียดเบียนตัวเองและคนอื่นน้อยลง

มันอาจเป็น productivity ในแบบที่ไม่มี dashboard ไหนวัดได้

และบางที แบบนั้นอาจเป็น productivity ที่สำคัญที่สุดก็ได้