krishdev

คิด

ธรรมชาติยังอยู่ตรงนั้น

ทุกครั้งที่ฟังเพลงแม่กำปอง ผมมักนึกถึงช่วงที่อยู่ New Zealand คนเดียว ช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น เพิ่งเรียนจบ แบก backpack เดินป่า ขึ้นเขา และได้อยู่กับตัวเองอย่างสงบมาก

เมล็ดอ่าน 2 นาทีเปิดแล้ว 0 ครั้ง

มีเพลงบางเพลงที่พอฟังแล้ว มันไม่ได้พาผมไปที่ที่เพลงพูดถึงโดยตรง

แต่มันพาผมกลับไปหาช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตตัวเอง

สำหรับผม เพลง แม่กำปอง ของ T_047 กับเขียนไขและวานิช เป็นเพลงแบบนั้น

แม่กำปอง

ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ โดยเฉพาะท่อนที่พูดถึงการค่อยใช้ชีวิตให้ช้า ผมมักนึกถึง New Zealand

ไม่ใช่เพราะ New Zealand เหมือนแม่กำปอง

แต่เพราะความรู้สึกข้างในมันคล้ายกัน

ความรู้สึกของการมีเวลา

ความรู้สึกของการอยู่กับธรรมชาติ

และความรู้สึกของการได้ยินเสียงตัวเองชัดขึ้น

ช่วงที่อยู่คนเดียว

ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบ

ยังเป็นวัยรุ่นอยู่มาก

อยู่ New Zealand ตัวคนเดียว

ไม่มีครอบครัวอยู่ข้างๆ ไม่มีภาระอะไรมาก ไม่มีใครต้องรอผมกลับบ้าน

ชีวิตช่วงนั้นมีความว่างอยู่เยอะมาก

อยากไปไหนก็ไป

จัด backpack แล้วออกเดินทาง

หลายทริปผมไปคนเดียว

ไม่ต้องถามใคร

ไม่ต้องรอใคร

ไม่ต้องวางแผนให้ละเอียดมาก

ถ้าถึงที่หนึ่งแล้วอยากอยู่ต่ออีกวัน ก็อยู่

ค่ำไหนนอนนั่น

เหนื่อยก็หยุด

หิวก็กิน

หนาวก็ใส่เสื้อเพิ่ม

ชีวิตตอนนั้นเรียบง่ายกว่าตอนนี้มาก

ไม่ได้ง่ายเพราะไม่มีความทุกข์

แต่เรียบง่ายเพราะสิ่งที่ต้องดูแลในแต่ละวันมีไม่กี่อย่าง

ร่างกายตัวเอง

กระเป๋าหนึ่งใบ

ทางข้างหน้า

และใจของตัวเอง

เดินเข้าไปในความเงียบ

ผมจำความรู้สึกของการเดินป่าที่ New Zealand ได้ดี

บาง trail คนทั้งเกาะอาจมีไม่ถึง 100 คนในวันนั้น

บางช่วงผมเดินขึ้นเขาคนเดียวหลายชั่วโมง

ไม่มีเสียงรถ

ไม่มีเสียงคน

ไม่มี notification

มีแค่เสียงรองเท้าตัวเอง เสียงลม เสียงน้ำ และเสียงหายใจ

ตอนอยู่ในเมือง เราอาจไม่รู้ว่าในหัวเรามีเสียงเยอะแค่ไหน

แต่พอเดินเข้าไปในที่ที่เงียบจริงๆ เสียงพวกนั้นค่อยๆ เบาลง

ตอนแรกใจยังคิดเยอะ

คิดเรื่องงาน

คิดเรื่องอนาคต

คิดเรื่องตัวเอง

คิดว่าเราจะเป็นใครต่อจากนี้

แต่พอเดินไปนานพอ ความคิดหลายอย่างก็เริ่มหมดแรงเอง

เหลือแค่ก้าวต่อไป

หินก้อนหน้า

ทางชันตรงหน้า

ลมหายใจตรงนี้

ผมไม่ได้รู้ตัวในตอนนั้นว่ามันคือการอยู่กับปัจจุบัน

ตอนนั้นผมแค่เดิน

แค่เหนื่อย

แค่หยุดมองวิว

แค่นั่งเฉยๆ อยู่ตรงนั้น

แต่พอกลับมามองตอนนี้ ผมเริ่มเห็นว่า ช่วงเวลาเหล่านั้นหล่อหลอมผมมากกว่าที่คิด

ความสงบที่ไม่มีใครเห็น

มีหลายภาพที่ยังอยู่กับผม

ภาพตัวเองนั่งอยู่ข้างทางเดินป่า

ภาพภูเขาที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น

ภาพท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีช้าๆ ตอนเย็น

ภาพการตื่นขึ้นมาในที่ที่ไม่คุ้น แต่ใจกลับสงบมาก

ไม่มีใครเห็นภาพพวกนี้กับผม

ไม่มีใครรู้ว่าผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน

ไม่มีใครรู้ว่าตอนนั้นผมคิดอะไร

บางทีผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่าคิดอะไร

แต่ผมจำความรู้สึกได้

มันเป็นความสงบที่ลึกมาก

ไม่ใช่ความสุขแบบตื่นเต้น

ไม่ใช่ความสำเร็จ

ไม่ใช่ moment ที่ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ให้ใครดู

มันเป็นแค่ความรู้สึกว่า ตอนนี้พอแล้ว

ผมอยู่ตรงนี้

ธรรมชาติอยู่ตรงนี้

ชีวิตไม่ต้องรีบไปไหนสักพักหนึ่ง

ไม่ได้อยากกลับไปติดอยู่ตรงนั้น

ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพราะอยากกลับไปติดอยู่กับอดีต

ชีวิตตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้นแล้ว

ผมโตขึ้น

มีครอบครัว

มีลูก

มีคนที่ผมรัก และมีคนที่รักผมมากขึ้น

มีหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบและดูแล

ผมไม่สามารถหายไปเดินป่าคนเดียวหลายวันได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน

และจริงๆ ผมก็ไม่ได้อยากให้ชีวิตกลับไปเป็นแบบเดิมทั้งหมด

เพราะชีวิตตอนนี้ก็ดีในแบบของมัน

การมีคนให้ดูแล ทำให้ชีวิตมีน้ำหนักอีกแบบหนึ่ง

การกลับบ้านแล้วมีคนรอ ทำให้ความหมายของบ้านเปลี่ยนไป

การเดินทางพร้อมครอบครัว อาจไม่เงียบเท่าการเดินทางคนเดียว

อาจมีเสียงลูก

มีของที่ต้องแพ็กเยอะขึ้น

มีจังหวะที่ช้าลงเพราะต้องรอกัน

มีความวุ่นวายที่เมื่อก่อนผมไม่ต้องเจอ

แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นชีวิตเหมือนกัน

และเป็นชีวิตที่ผมเลือกจะอยู่กับมัน

ธรรมชาติยังอยู่ตรงนั้น

สิ่งที่ผมอยากจดไว้ ไม่ใช่ว่าเราต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม

แต่คือธรรมชาติยังอยู่ตรงนั้น

ความสงบยังอยู่ตรงนั้น

บางทีเราไม่จำเป็นต้องมีเวลาหายไปคนเดียวหลายวัน ถึงจะได้เจอมัน

เราอาจเจอมันได้ในช่วงสั้นๆ

ตอนมองต้นไม้ข้างทาง

ตอนนั่งฟังเสียงน้ำ

ตอนเห็นแสงเช้าผ่านหน้าต่าง

ตอนเดินช้าลงนิดหนึ่งระหว่างทริปกับครอบครัว

หรือแค่ตอนหยุดมองอะไรสักอย่าง โดยไม่รีบหยิบมือถือขึ้นมา

สิ่งที่ผมอยากเตือนตัวเองคือ ต่อให้ชีวิตยุ่งแค่ไหน อย่าลืมมี moment แบบนั้น

ไม่ต้องเยอะเหมือนตอนอยู่ New Zealand

ไม่ต้องยิ่งใหญ่

ไม่ต้องเป็นภูเขาไกลๆ

แค่หยุดสักนิด แล้วมองให้เห็นว่าโลกตรงหน้าก็ยังสวยอยู่

ทริปหน้ากับครอบครัว

ถ้าวันหนึ่งผมกลับมาอ่านบทความนี้ ก่อนจะพาครอบครัวไปเที่ยวที่ไหนสักที่

ผมอยากให้ตัวเองจำไว้ว่า อย่าให้ทั้งทริปเหลือแค่การจัดการเรื่องต่างๆ

อย่าให้เหลือแต่การจองที่พัก ขับรถ หาร้านอาหาร เก็บของ เช็กเวลา และพยายามทำทุกอย่างให้ทัน

เรื่องพวกนั้นจำเป็น

แต่การเดินทางไม่ได้มีแค่นั้น

ถ้ามีจังหวะสั้นๆ ที่ลูกกำลังมองอะไรบางอย่าง

ถ้ามีจังหวะที่ลมพัดมาเย็นๆ

ถ้ามีจังหวะที่ต้นไม้ น้ำ หรือภูเขาอยู่ตรงหน้า

ขอให้หยุดสักนิด

มองมันจริงๆ

อยู่ตรงนั้นจริงๆ

ไม่ต้องพยายามทำให้มันเป็น moment ใหญ่

ไม่ต้องพยายามให้มันเหมือนอดีต

แค่เห็นว่า ความสงบแบบนั้นยังมีอยู่

และบางที มันอาจไม่ได้หายไปไหนเลย

มันแค่รอให้ผมหยุดมองมันอีกครั้ง